ขั้นตอนการผลิตและสรรค์สร้างภาพยนตร์

kassandre productionอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นแหล่งทำเงินที่จำเป็นมากที่สุดในประเทศ ทำให้ประเทศเราก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ถือว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างสรรค์ที่เป้าหมายในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ภาพยนตร์ของประเทศตลาดเปิดใหม่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดระดับภูมิภาคและตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์จากประเทศไนจีเรียและอินเดียวต่างเกิดการพัฒนาดีขึ้นไปจากเดิมมาก ของประเทศไทยก็เช่นเดียวกันโดยเฉพาะนักแสดงฉากต่อสู้ชื่อดังอย่าง โทนี่ จา ในเรื่องต้มยำกุ้ง ที่มาพร้อมความสามารถของตนเองและไม่พึ่งสตั้นอีกด้วย ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดอันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์แรกที่หนังเรื่องนี้เข้าฉาย อีกเรื่องก็คือพี่มากพระโขนงเป็นหนังที่กำไรในไทยและต่างประเทศสูงที่สุด

กระบวนการและขั้นตอนในการสร้างภาพยนตร์

  • ขั้นตอนก่อนการผลิตภาพยนตร์ วางแผนผลิต การได้รับบทมาจากหนังสือนิยายต่างๆ ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์กับเจ้าของหรือนักเขียนเสียก่อนหรือเขียนบทภาพยนตร์กันเอง จัดหาทีมงาน นักแสดงและจัดอุปกรณ์ที่เอาไว้ประกอบฉาก
  • ขั้นตอนการผลิต ทำการถ่ายทำภาพยนตร์และบันทึกเสียง จัดทำเอนนิเมชั่น กิจกรรมกองถ่าย จัดการจ่ายค่าตัวให้กับนักแสดงและผู้กำกับ ค่าทีมงาน ค่าสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฉายต่างๆ
  • ขั้นตอนหลังการผลิตสื่อภาพยนตร์ การตัดต่อเพื่อทำ visual/special effects ต้องทำเพลงและเสียงพากย์บรรยายประกอบด้วยและต้องนำผลงานที่ทำเสร็จแล้วไปจัดทะเบียนลิขสิทธิ์ จะมีการเผยแพร่เกิดขึ้น ทำการทำสำเนาของสื่อเพื่อนนำไปแสดงหรือจำหน่อยให้แก่ผู้บริโภค
  • ระยะเวลาการผลิตภาพยนตร์ ของไทยจะใช้เวลา 8 เดือนถึง 1.5 เดือน ตั้งแต่วันที่เขียนบทจนถึงวันที่ภาพยนตร์เข้าฉาย

เห็นแล้วใช่ไหมว่าการทำหนังไม่ได้เรื่องทำได้ง่ายเลยและจะต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในการถ่ายทำกว่าจะผ่านไปแต่ละขั้นตอน กว่าจะฉายได้ก็เหนื่อยกันทุกฝ่ายเลยทีเดียว

อุตสาหกรรมภาพยนตร์กับเสรีภาพที่ถูกปิดกั้นในเกาหลีเหนือ

kore-x

ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เราอาจะเคยเห็นมาแล้วว่าในหลายประเทศได้ยกเกาหลีเหนือนั้นให้เป็นตัวร้าย เพราะหลายประเทศเชื่อว่าภาพลักษณ์ของประเทศนี้ดูชั่วร้าย เผด็จการ และบ่อนทำลายความมั่นคงของโลก แต่ใครจะคิดละว่าในประเทศเกาหลีเหนือที่มีผู้นำเป็นจอมเผด็จการจะมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นของตัวเองด้วย

จุดประสงค์หลักของการมีอยู่ของอุตสาหกรรมประเภทนี้ก็คือ ใช้เป็นโฆษณาชวนเชื่อในประเทศ และเป็นการตอบสนองความคิดของอดีตผู้นำอย่าง คิม จอง อิล ผู้ซึ่งหลงใหลในโลกของภาพยนตร์เป็นอย่างมาก ภาพยนตร์หลายเรื่องของเกาหลีเหนือนั้นสร้างโดยผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ เช่น นาย ชินซาง-อก มารับหน้าที่ผลิตภาพยนตร์ในเกาหลีเหนือ ซึ่งต่อมานายชินได้สร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น “Runaway” และ “Pulgasari” ผลงานการสร้างของเขาสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับท่านอดีตผู้นำเป็นอย่างมาก

หากลองมองดูแล้วภาพยนตร์เป็นความบันเทิงเพียงน้อยนิด ที่อยู่ในประเทศที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพอย่างเกาหลีเหนือ เพราะรัฐบาลนั้นได้จำกัดการเข่าถึงสื่อบันเทิงต่างๆ ซึ่งประชาชนในประเทศนั้นไม่สามารถเลือกได้ว่าจะรับชมอะไรได้บ้าง เพราะรัฐบาลจะเป็นผู้เลือกให้ประชาชนเอง ตามค่ายทหาร โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มในประเทศ และเมื่อรับชมเสร็จจะมีการให้ประเมินถึงเรื่อราวที่ไดรับชม ผ่านทางทหารของกองทัพเกาหลีเหนือที่มีบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศ โดยทางกองทัพจะสนับสนุนทุกอย่างที่ผู้กำกับร้องขอ โดยทหารที่เข้าร่วมแสดงจะไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด

เกาหลีเหนือเองก็มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเหมือนกับประเทศอื่นเช่นกัน โดยที่จะจัดขึ้น 2 ปี ครั้ง ซึ่งภาพยนตร์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมชิงรางวัล ก็มีตั้งแต่ MR.Bean และ Elizabeth: The Golden Age สำหรับเรื่อง Evita เป็นภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวจากสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้ฉายในเกาหลีเหนือ

อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

bollywood

ประเทศอินเดีย ถือว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีการอยู่ร่วมกันของคนหลากหลายเชื้อชาติ มีประวัติศาสตร์ของประเทศอย่างยาวนาน และมีประชากร เยอะ เป็นอันดับ 2 ของโลก ในด้านของศิลปะและการแสดงก็มีความหลายหลาบของขนบธรรมเนียมจากคนหลายเชื้อชาติที่ได้ร่วมแบ่งปันขนบธรรมเนียม และประเพณี ในด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์แล้ว อินเดียก็ไม่น้อยหน้า Hollywood จากทางฝั่งตะวันตกเลย เพราะทางฝั่งอินเดียก็มีอุตสาหกรรมหนังที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันนั่นก็คือBollywood หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม ฮอลลีวู้ดแห่งบอมเบย์ ซึ่งในแต่ละปี อุตสาหกรรมนี้สามารถผลอตหนังออกสู่ตลาดโลกได้ถึง 800 – 1,000 เรื่องเลยทีเดียว

ตามสถิติแล้วคนอินเดีย นิยมรับชมจากโรงภาพยนตร์ในประเทศถึงวัน 30 ล้านคน และหนังที่ออกสู่ตลาดโลกก็ได้รับความนิยมจากผู้ทั่วโลกอีกด้วย อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอินเดียไม่ได้มีเพียงแต่ Bollywood เท่านั้น ยังมีการแบ่งออกได้อีกหลายประเภทตามภูมิภาคของประเทศ ลักษณะ และความนิยมอีก เช่น

-Tollywood   คือหนังอินเดียที่ใช้ภาษา Telugu วงการ Tollywood จะอยู่จะอยู่ในเมือง ไฮเดอราบัด  ตอนใต้ของอินเดีย ดาราส่วนใหญ่ ผู้หญิงก็จะสวยตามแบบฉบับคนอินเดียแท้ ไม่ผอมจนเกินไป ท้วมๆ  ผู้ชายจะร่างท่วม ผิวแทนหนวดเครารุงรัง ซึ่งอาจจะเคยผ่านตาหลายๆ ท่านมาบ้างแล้ว

-Kollywood คืออุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียตอนใต้ ที่ใช้ภาษา ทมิฬ นักแสดงมีความคล้ายกับ Tollywood แต่จะมีลักษณะเป็นอนุรักษ์นิยมกว่า

ซึ่งหากดารา Bollywood คนไหนที่สามารถพูดภาษา ทมิฬ  /  เตลูกุ ได้ด้วย ก็อาจได้ไปเล่นหนังของ  Kollywood และTollywood ด้วยในทางกลับกันถ้าดาราตอนใต้คนไหนพูดภาษาฮินดีได้ ก็อาจโกอินเตอร์มาเล่น Bollywood ได้เช่นกัน

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

movie-x

ในช่วงหลายสิบปีที่ ผ่านมา วงการภาพยนตร์ของไทยนั้นได้มีโอกาสเข้าไปเฉิดฉายอยู่บนเวททีระดับโลกมากมายหลายเรื่อง อาทิ สุริโยไท , สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก , กวนมึนโฮ , องค์บาก เป็นต้น และยังมีภาพยนตร์ ที่กำกับโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองคานส์ จากประเทศ ฝรั่งเศส  ในช่วงเวลาเดียวกันสิ่งที่ตามมาจากการที่วงการภาพยนตร์ไทยนั้นได้ก้าวไปสู่เวทีระดับโลก ที่ต่างชาติเริ่มให้การยอมรับมีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ไนประเทศไทยของเราอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว และเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของไทย

แต่ในปัจจุบันธุรกิจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยนั้นมีการชะลอตัว เนื่องจากมีภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามา ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงหันเหไปดูหนังจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ภาพรวมของภาพยนตร์ไทยนั้นซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ธุรกิจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2558 – 2559  เป็นอีกช่วงหนึ่งที่วงการภาพยนตร์ไทยนั้นตกต่ำลง ด้วยการที่บริษัทที่นำภาพยนตร์เข้ามาฉายน้อยลง  เพราะอาจวิตกกังวลเกี่ยวกับรายได้ที่ได้รับน้อยลง  และพฎติกรรมของคนไทยที่นิยมภาพยนตร์ต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยนั้นชลอตัวมากขึ้น จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์นั้นป้อนหนังเข้าสู่ตลาดโลกกันมากขึ้น

การส่งออกภาพยนตร์เข้าสู่ตลาดโลกนั้นจะต้องพิจารณาจากตัวหนังที่สามารถทำรายได้ในบ้านเราก่อน เช่น “พี่มากพระโขนง” ที่มีเครดิตชั้นดี ด้วยการทำรายได้สูงสุดจากการเข้าฉายภายในประเทศ การนำออกสู่ตลาดโลกจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้เพราะว่ามีตลาดรองรับในหลายประเทศ   แต่ก็มีวิธีการขายหนังในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การนำภาพยนตร์ไปฉายในต่างประเทศก่อน ดังเช่นเรื่อง “อวสานโลกสวย” ซึ่งบริษัทไม่ได้กังวลเกี่ยวกับรายได้ในประเทศเท่าไรนัก เพราะสามารทำรายได้จากการนำฉายในต่างประทศได้ ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องอย่างประสบความสำเร็จ

หลักการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์

movie-thai

ภาพยนตร์ เป็นสื่อที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของมนุษย์ บันทึกเรื่องราวต่างๆ อีกทั้งยังเป็นสื่อที่มีอิทธิ์พลต่อผู้คนทั้งในด้านของความคิดและพฤติกรรม ที่เป็นสื่อประเภทบันเทิงที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยและยังเป็นสื่อที่สามารถเอาไว้แลกเปลี่ยนเผยแพร่วัฒนธรรมที่มีศักยภาพสูง ที่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนทั่งโลกได้ไม่ยาก ตลาดภาพยนตร์ของประเทศต่างๆในเอเชีย กลุ่มตะวันออกกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรสตเรต เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มนี้ โดยหารายได้จากผู้ชมที่เข้าไปซื้อบัตรชมภาพยนตร์ อีกตลาดก็คือเอเชียตะวันออกไกลมี ญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นอีกตลาดที่ใหญ่และก็มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายบัตรเข้าชมภาพยนตร์เช่นกัน ตลาดเอเชียใต้ก็เช่นกัน ประเทศอินเดียเป็นตลาดใหญ่ของกลุ่มเอเชียใต้ และตลาดประเทศอาเชียน ก็หารายได้ส่วนใหญ่จากการขายบัตรเข้าชม แต่ในกลุ่มอาเชียนได้เงินจากการขายบัตรน้อยกว่า

อุสาหกรรมภาพยนตร์นี้ปีๆหนึ่งทำรายได้ให้ประเทศไทย 26,184 ล้านบาท ในส่วนของรัฐบาลก็ได้มีการส่งเสริมในเรื่องนี้โดย มีนโยบายดังต่อไปนี้

1.เสริมสร้างกระบวนการสร้างอาชีพสร้างงานที่มีคุณภาพและมีรายได้สูงให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นระบบในทุกระดับชั้นความรู้ ส่งเสริมให้เกิดความชำนาญแลความคิดสร้างสรรค์

2.ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม จากวัฒนธรรมของชาติเพื่อนเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ

จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุสาหกรรมภาพยนตร์เพื่อใช่ในการขับเคลื่อนอุสาหกรรมภาพยนตร์โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน และให้มีกลไกในการบริหารจัดการยุทธศาสตร์ไปสู่การ ปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และพัฒนาประเทศไทยต่อไป

ประวัติของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา

hollywood-x

หลายคนคงจะเคยได้ยินถึงสถานที่ Hollywood ที่รวมนักแสดงชั้นนำหลายๆสาขาเราเองก็เคยดูหนังที่มากจากสถานที่นี้แต่ก็ไม่เคยรู้ถึงความเป็นมาของมัน วันนี้จึงจะมาเล่าถึงประวัติของนักแสดงและสถานที่ของต้นกำเนิดภาพยนตร์ระดับ Hollywood

ถ้าย้อนไปสมัยก่อนนักสร้างภาพยนตร์อย่าง  ชาลี แชปลิน และ กริฟฟิธ แมค เซนเนท ที่ได้แสดงพลังในการสร้างภาพยนตร์ในยุคแรก ของวงการภาพยนตร์และได้ฝากชื่อไว้ในหนังหลายๆเรื่อง ในช่วงปี ค.ศ. 1915 ซึ่งในเดียวกันนี้ถือว่าเป็นการเติบโตของวงการอุสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่เติมโตสูงสุดแล้วก็ว่าได้และยังได้นำระบบนักแสดงขวัญใจประชาชนเข้ามามีบทบาทในการสร้างความนิยม ยกตัวอย่างนักแสดงที่มีค่าตัวสูงในตอนนั้นก็มี แมรี่ พิคฟอร์ด และ ชาลี แชปลิน ที่ได้ค่าตัวในตอนนั้นสูงถึงปีละล้านเหรียญ และนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ Hollywood ได้กลายเป็นศูนย์กลางอุสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะนายทุนหลายคนประสบความสำเร็จจาการสร้างหนังและได้ยกระดับของฮอลลีวู้ดให้ได้มาตรฐาน Thomas H. Ince หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างผู้ที่มีความคิดที่จะสร้างอุสาหกรรมภาพยนตร์ให้มีชื่อเสียงระดับโลก โดยได้คิดรูปแบบการทำหนังขึ้นมาดังนี้

1.กำหนดตารางการถ่ายทำ

2.คำนวณงบประมานที่ใช้ในการถ่ายทำ

3.กลั่นกรองผู้ที่จะเข้ามารับบทถ่ายทำ

4.เมื่อทำ3ข้อแรกประสบความสำเร็จก็ถึงขั้นตอนการถ่ายทำ

ทุกวันนี้บริษัทที่เก่าแก่ที่สุดของวงการนี้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้ก็คือ  William Horsley of Gower Gulch-based Nestor และ Centaur films ซึ่งบริษัทเหล่านี้เป็นผู้ที่สร้างห้องปฏิบัติการภาพยนตร์ของฮอลลีวูด ที่รู้จักกันในชื่อว่า the Hollywood Digital Laboratory หรือ ห้องปฏิบัติการดิจิตอลแห่งฮอลลีวูด

การเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่ได้รับความนิยมในต่างแดน

OVIE-INDUS-2

ประเทศไทยเป็นอุสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเติบโตประเทศไทยเองก็นิยมชมภาพมาก แต่ก็ยังให้ความสนใจกับหนังของต่างประเทศมากกว่าด้วยแสงสีแสงที่ตระการตา special effects ที่น้ำสมัยเลยดึงดูดผู้ชมได้มาก สำหรับหนังไทยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนดู ถ้าเป็นหนังที่ตลกกับหนังผีแล้วละก็ถือว่าทำมาได้น่าสนใจจนมีหนังบางเรื่องที่โด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศหรือไม่ก็เข้ามาข้อซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นหนังของตัวเองก็มี เพื่อเป็นการส่งเสริมการส่งออกหนังไทยให้ก้าวไปไกลสู่เวทีโลก จึงจำเป็นต้องมี งานเทศกาลภาพยนตร์ บางกอกฟิล์ม เฟสติวัล จุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กองถ่ายต่างประเทศนั้นเข้ามาใช้สถานที่ของประเทศไทยในการถ่ายทำ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่งด้วย เรื่องของการเติบโตของหนังทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศก็ถือมีการเติมโตที่ดี เพราะเมื่อดูมูลค่าทางตลาดในปีที่ผ่านๆมาแล้วสูงถึง 1,000 ล้านบาท ในส่วนของการส่งออกภาพยนตร์ก็มีมูลค่าถึง 960 ล้านบ้าน ต้องบอกว่าหนังไทยมีการพัฒนาไปมากจนสามารถนำไปขายที่ต่างประเทศได้และมีการยอมรับ อีกทั่งหนังบางเรื่องก็ยังได้รับรางวัลระดับนานาชาติอีกด้วย

การเปิดช่องทางการตลาดในเวทีระดับโลกก็ถือว่าสำคัญในการจะส่งเสริมหนังไทยให้ก้าวกระโดด โดยการที่เข้าร่วมงานมหกรรมภาพยนตร์ต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของภาพยนตร์ไทยและเปิดโอกาสในการที่จะขายหนังและบทหนัง ต่อยอดให้ผู้กำกับหนังภาพยนตร์นั้นไดทำผลงานชิ้นใหม่ๆมาสู้ท้องตลาด